แมลงสาบ ซึ่งโดย ทั่วไป แมลงสาบ มักจะชอบอาศัยอยู่ตามบ้านเรือน ท่อระบายน้ำ ร้านขายของ ชำ ร้านอาหาร ห้องครัว และชอบอาศัยอยู่ในบริเวณที่มืด อบอุ่น และมีความชื้น สูง ซึ่งมักจะสร้างความรำคาญให้กับเจ้าของสถานที่หรือบ้านเรือนเป็นอย่าง มาก วันนี้จึงมีวิธีการกำจัดแมลงสาบด้วยธรรมชาติมาฝากกัน
วัตถุดิบ
อ่านต่อ......
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ช่วยในเมือง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ช่วยในเมือง แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2553
มะม่วงรักษาฝ้าช่วยหน้าขาว
อ่านต่อ......
วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553
วิธีเก็บมะนาวไว้ใช้นาน ๆ
หน้าแล้งมาแล้วนะขอรับ วันนี้ชาวgang จะมาแนะนำการเก็บมะนาวไว้ใช้ได้นานๆ มีกรรมวิธีทำไม่ยาก นะขอรับลองอ่านกัน
อ่านต่อ......
วันนี้เรามาเรียน รู้เคล็ดลับวิธีการเก็บมะนาวให้อยู่ได้นานๆ กันเพราะเวลาหน้าแล้งที ไร มะนาวแห้งไม่มีน้ำ แถมยังลูกหนึ่งแสนแพง แต่ถ้าเมื่อไรที่อยู่ในหน้า มะนาว หรือช่วงไหนได้มะนาว เป็นของฝากมาเยอะจนกินกันไม่ทัน ดื่มก็ไม่ทัน ก็ เน่าเสีย จะเสียของเปล่า ๆ เราต้องนึกถึงวันหรือช่วงที่มะนาวแพงๆ ไว้ วันนี้เราจึงมีวีธีการเก็บรักษาไว้ทานได้นาน ๆ |
วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ฝรั่งช่วยดับกลิ่น

ใบ ฝรั่งมีฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร ลดการบีบรัดตัวของลำไส้ เพราะมีสารแทนนิ น จัดเป็นยาสมาน รักษาอาการท้องร่วงเฉียบพลันได้ดี ซึ่งเห็นนัก เภสัชศาสตร์ มักนำยอดอ่อนของฝรั่ง ปิ้งไฟต้มน้ำดื่ม หรือใช้ใบ ฝรั่ง 10-15 ใบ บดผสมน้ำ 1 แก้ว กรองแล้วต้ม 3 นาที เหยาะเกลือ ดื่มแก้ปวด ท้อง และ ยังสามารถดับกลิ่นปาก ดับกลิ่นลมหายใจเหม็นไดด้วย
ในใบฝรั่งมีสาร quercetetin มีฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์สาร postaglandin ใช้รักษาโรคอหิวาตกโรค
ต่อประสาท มีฤทธิ์คล้ายมอร์ฟีนป้องกันโรคลักปิดลักเปิด มีวิตมินซีมากต้านเชือแบคที่เรียและไวรัส
ดังนั้น ใบฝรั่งจึงถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางยา เช่น แก้ท้องร่วง ล้างแผลสด แก้เหงือกบวม พิษเรื้อรัง ดูดหนองฝี รักษาโรคตามผิวหนัง แก้แพ้ยุง ดับกลิ่นปาก กลิ่นสุรา ผสมปรุงกลิ่นเครื่องสำอาง และน้ำยาบ้วนปาก
ปัจจุบันมียาสำเร็จรูปจากใบฝรั่ง ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษเรียก กวาว่ แคปซูล บรรจุแคปซูลละ 250 มิลลิกรัม รับประทาน 3-5 เม็ดทุก 6 ชั่วโมง แก้อาการท้องเสีย
ประโยชน์ทางโภชนาการ เป็นผลไม้ที่เต็มไปด้วยวิตามินซี โดยเฉพาะในผลสุกแต่ไม่นิยมรับประทานเพราะมีกลิ่นฉุน ผลสุกจึงถูกนำมาแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ผสมด้วยน้ำสมุนไพรสำเร็จรูปหลายชนิด ส่วนน้ำฝรั่งที่ซื้อตามร้านอาหาร จะเป็นสีเขียวสวยงาม นั่นเป็นเพราะเจือสี ทางที่ดีทำเองก็ได้ง่ายๆ โดยนำฝรั่งสุก มาล้างให้สะอาด นำมาบดและเติมน้ำเพื่อสะดวกแก่การคั้นน้ำระหว่างบดควรเหยาะเกลือนิดหน่อย เนื่องจากเกลือจะช่วยป้องกันการเกิดยางสีดำจากผลฝรั่ง จากนั้นกรองกากทิ้งจะได้น้ำฝรั่ง ผสมน้ำเชื่อจะได้น้ำฝรั่งสดถูกหลักอนามัย เก็บในภาชนะเคือบหรือภาชนะแก้ว ปิด ฝาให้สนิท แช่ในตู้เย็น อยู่ได้นาน 5-7 วัน ไม่ควรใช้ภาชนะเหล็ก เพราะเหล็กจะทำปฏิกริยาทำให้ละลายสารในผลฝรั่ง ได้น้ำสีเขียวจนดำเป็นอันตรายต่อร่างกาย
ถ้ามีกลิ่นสาบสางจากซากหนู ที่ตายเหม็นเน่าตามซอกหลืบต่างๆ ให้รีบหาฝรั่งสุก 2-3 ลูก วางทิ้งไว้ในรัศมีของกลิ่นเหม็นโชย จะพบว่ากลิ่นไม่พึงประสงค์นั้นจะค่อยๆหายไป
ที่มา
http://www.learningthai.com/comprehension/7534.htm
อ่านต่อ......
วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วิธีการย่างปลาดุกให้เก็บไว้ได้นานกรอบอร่อย
ลองกันดูนะขอรับ เห็นว่าเป็นวิธีการถนอมอาหารบ้านเรา เมืองฝรั่งเขายังมีปลา แซลมอนรมควัน เราเอาแบบของเรานะขอรับ การย่างมีเคล็บลับอีกอย่างขอรับ ใช้กาบมะพร้าวเป็นเชื้อเพลิง นะขอรับหอมจริงๆ และอีกอย่างจะสุขเร็ว และไล่ยุงได้ในตัวนะขอรับลองดู

วิธีการทำ
1.นำปลาดุกมาทำการเอาไส้ออก ล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อย
2. นำปลาดุกที่ได้ไปผึ่งแดด ประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง เพื่อทำให้ปลาแห้ง เวลานำไปย่าง จะทำให้ได้เนื้อปลาที่กรอบนอกนุ่มใน น่ารับประทาน
3. จากนั้นก็นำไปย่างไฟอ่อนๆ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
4. เมื่อย่างเสร็จเรียบร้อย นำมาวางไว้ให้เย็น เก็บใส่ถุงพลาสติกห้ามให้อากาศเข้าได้ สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 1 ปี
*** วิธีดังกล่าว เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะยืดระยะเวลาการถนอมอาหารให้ได้นานขึ้น การนำปลาดุกไปตากแดดก่อนนั้น จะทำให้ตัวปลาแห้ง และเวลาย่าง จะทำให้หนังปลาดุกไม่ไหม้ ออกมาสวย น่ารับประทาน และสามารถเก็บไว้ได้นานกว่าปกติ จากเดิมปลาดุกย่าง สามารถเก็บได้ไม่เกิน 6 เดือน ซึ่งถ้าย่างตามสูตรดังกล่าว สามารถเก็บปลาดุกไว้รับประทานได้ถึง 1 ปี
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี ( idf 4213 )
อ่านต่อ......

วิธีการทำ
1.นำปลาดุกมาทำการเอาไส้ออก ล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อย
2. นำปลาดุกที่ได้ไปผึ่งแดด ประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง เพื่อทำให้ปลาแห้ง เวลานำไปย่าง จะทำให้ได้เนื้อปลาที่กรอบนอกนุ่มใน น่ารับประทาน
3. จากนั้นก็นำไปย่างไฟอ่อนๆ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
4. เมื่อย่างเสร็จเรียบร้อย นำมาวางไว้ให้เย็น เก็บใส่ถุงพลาสติกห้ามให้อากาศเข้าได้ สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 1 ปี
*** วิธีดังกล่าว เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะยืดระยะเวลาการถนอมอาหารให้ได้นานขึ้น การนำปลาดุกไปตากแดดก่อนนั้น จะทำให้ตัวปลาแห้ง และเวลาย่าง จะทำให้หนังปลาดุกไม่ไหม้ ออกมาสวย น่ารับประทาน และสามารถเก็บไว้ได้นานกว่าปกติ จากเดิมปลาดุกย่าง สามารถเก็บได้ไม่เกิน 6 เดือน ซึ่งถ้าย่างตามสูตรดังกล่าว สามารถเก็บปลาดุกไว้รับประทานได้ถึง 1 ปี
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี ( idf 4213 )
อ่านต่อ......
วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
สมุนไพรรักษาอาการผด ผื่น คัน

พลู
พลูที่เรายังคงหาซื้อได้ตามท้องตลาดนี้ นอกจากนำมาทำอาหารได้รสชาติแล้ว การนำใบสดๆ 3 - 4 ใบมาตำแล้วคั้นน้ำผสมเหล้าโรง ก็สามารถช่วยลดอาการได้ดี

ขมิ้นชัน
เป็นอีกสมุนไพรที่ดีต่อการรักษาโรคผิวหนัง โดยนำเหง้าสดล้างให้สะอาด ตำให้เกิดน้ำแล้วนำมาทาผิว ไพล คล้ายกับขมิ้นชัน นั่นคือนำเหง้าไปบดให้ผงแล้วนำไปผสมน้ำก่อนทาผิว หรือใช้เหง้าสดล้างให้สะอาด ฝนกับน้ำแล้วทาผิว

ฟ้าทะลายโจร สามารถนำใบสดมาตำ แล้วคั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่มีอาการผื่นคัน หรือใช้ลำต้นต้มกับน้ำมันมะพร้าวจนเปื่อย แล้วกรองเอาเฉพาะน้ำยามาทา

ตำลึง
นอกจากการเป็นอาหารรสอร่อย ตำลึงสดๆ ยังสามารถเอาไปตำให้ละเอียด คั้นแล้วผสมน้ำเล็กน้อยก็เอามาทาบริเวณที่มีอาการได้
อ่านต่อ......
วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วิธีดับกลิ่นคาวลูกชิ้นปลา

ใคร ที่ชอบรับประทานลูกชิ้นปลา ควรรีบหันมาฟังทางนี้โดยด่วน เพราะว่าคุณอาจจะ เคยเจอกับปัญหาแบบนี้ นั่นคือ เวลาที่ซื้อลูกชิ้นปลามาแล้ว ลูกชิ้นปลากลับ มีกลิ่นคาวแรงจนไม่น่ารับประทาน ทำให้ต้องทิ้งไปบ้าง แต่วันนี้เรามีวิธีใน การกำจัดกลิ่นคาวอันรุนแรงในลูกชิ้นปลามาฝากกัน
วิธีการง่าย ๆ ที่ว่าก็คือ ผสมน้ำกับน้ำส้มสายชูในปริมาณที่พอเหมาะ แล้วนำลูกชิ้นปลาลงแช่ไว้อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง แล้วนำขึ้นมาล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งหนึ่ง เพียงเท่านี้ กลิ่นคาวที่มากับลูกชิ้นปลาก็จะหมดไป นำไปประกอบอาหารก็ไม่มีกลิ่นมากวนใจ และไม่ทำให้อาหารเสียรสชาติอีกด้วย...
แหล่งข้อมูล : คู่มือคู่ครัว
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี
อ่านต่อ......
เทคนิคการหุงข้าวหอมนิลให้นุ่ม-อร่อย

ข้าว เจ้าหอมนิลเป็นข้าวที่ได้รับการคัดเลือกและพัฒนาจนได้ข้าวที่มีเมล็ด ข้าวกล้องเรียวยาว สีม่วงเข้ม ข้าวกล้องเมื่อหุงสุกจะนุ่ม เหนียว หอม ข้าว สารหุงสุกมีสีม่วงอ่อน นุ่ม และมีกลิ่นหอมเช่นกัน คุณสมบัติที่สำคัญของข้าว เจ้าหอมนิลคือ ข้าวกล้องมีโปรตีนสูงถึง 12.5 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณคาร์โบ ไฮเดรต 70 เปอร์เซ็นต์ และยังประกอบไปด้วยธาตุเหล็ก สังกะสี ทอง แดง แคลเซียม และโพแทสเซียม ซึ่งสูงกว่าข้าวขาวดอกมะลิ นอกจากนี้ลักษณะดี เด่นของข้าวเจ้าหอมมะลิที่พบนอกจากคุณค่าทางโภชนาการได้แก่ ทรงต้นเตี้ย แตก กอดี เมล็ดมีน้ำหนักดี อายุสั้นเพียง 90 วัน ทำให้สามารถปลูกได้ถึง 3 ครั้ง ต่อปี ดังนั้นหากได้รับการจัดการที่เหมาะสมในการผลิตต่อปีสูงกว่าข้าวพันธุ์ อื่น ๆ ข้าวหอมนิลนั้นหลายๆคนคงจะนิยมชมชอบในรสชาด แต่เวลาหุงข้าวหอมนิล รับประทานทีไรมักจะไม่นุ่ม วันนี้คุณประไพ ชิดไพโรจน์ ได้นำเกร็ดความรู้มี วิธีการหุงข้าวหอมนิลมาฝากผู้ที่สนใจ
สำหรับการวิธีหุงข้าวหอมนิลนั้น คือ อัตราส่วนในการหุงจะต้องใช้ข้าวหอมนิล 1 ส่วน ต่อน้ำ 3 ส่วน เริ่มต้นจาก ล้างข้าวหอมนิลให้สะอาด 2 รอบ จากนั้นก็แช่ข้าวหอมนิลไว้ในน้ำทิ้งไว้อีกประมาณ 30 นาที จึงจะนำไปหุงได้ หรือ อาจใช้วิธีใส่ข้าวขาวขัดผสมลงไปในอัตราส่วน ข้าวหอมนิล 1 ส่วน ข้าวขาวขัด 1 ส่วน ต่อน้ำ 4 ส่วน ทั้ง 2 วิธีนี้จะทำให้ข้าวหอมนิลนั้นนุ่มน่ารับประทานมากขึ้น ใครที่ยังรับประทานข้าวหอมนิลแข็งๆอยู่ก็อย่าลืมนำวิธีนี้ไปใช้ได้
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี ( idf 4282 )
อ่านต่อ......
วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553
วิธีไล่จิ้กจกตุ๊กแกในบ้าน

ท่านทั้งหลายเคยกลัว จิ้งจก ตุ๊กแก กันหรือเปล่าขอรับ รับรองได้เลยว่ามีแน่นอน 98% เป็นอย่างน้้อยที่กลัวคราวนี้เรามาหาวิธีป้องกัน ขับไล่โดยเชิญอาจารย์คง มาทำพิธีไล่ กันเลย จะดีไหม ...เฮ้ย!!! ไม่ใช่ผีนะขอรับแต่เรามีเคล็ดลับดีๆ มาบอกกล่าวสำหรับท่านที่ไม่อยากจะเจอนะขอรับ พอดีไปเจอกรรมวิธีที่ รักบ้านเกิดเลยเก็บมาฝากกัน เริ่มเลยนะ

วิธีไล่ตุ๊กแก,จิ้งจกสำหรับบ้านไหนที่ไม่ชอบใช้ใบสาบเสือ1ส่วน

ใบน้อยหน่า1ส่วนตำรวมกันห่อผ้าแขวนบริเวณที่มีการอาศัยอยู่
ในกรณีที่ คุณสงกรานต์ อนุรักษ์ ได้สอบถามผ่านบริการทางด่วนข้อมูล การเกษตรกร *1677 ร่วมด้วยช่วยกันจังหวัดเชียงรายเกี่ยวกับการไล่จิ้งจกและ ตุ๊กแกที่มีอยู่ในบ้านเป็นจำนวนมาก โดยที่คุณสงกรานต์ ก็ไม่อยากฆ่าทิ้งและ ไม่ต้องการใช้สารเคมีในการกำจัด ทางรายการจึงได้ประสานไปยังแม่จันทรา สลี สองสม ประธานกลุ่มสมุนไพรบ้านร่องปลายนา แม่จันทราได้แนะนำสูตรไล่ จิ้งจก ตุ๊กแก โดยการใช้สมุนไพร ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ได้ผลแน่นอน ไม่ต้อง ฆ่าและไม่ต้องใช้สารเคมีอีกด้วย มีวัตถุดิบและวิธีการทำดังนี้
สูตรไล่จิ้งจก ตุ๊กแก
1.ใบสาบเสือ 1 ส่วน
2.ใบน้อยหน่า 1 ส่วน
วิธีทำ
-นำใบสาบเสือและใบน้อยหน่าอย่างละเท่าๆกัน พอประมาณหรือตามที่จำเป็นต้องใช้
-ให้นำใบสาบเสือและใบน้อยหน่าที่ได้ มาตำหรือสับเป็นชิ้นๆ ผสมให้เข้ากันเพื่อให้ได้กลิ่นสาบจากวัตถุดิบดังกล่าวออกมา
-จากนั้นนำใบสาบเสือและใบน้อยหน่าที่ตำผสมเข้ากันแล้วมาห่อผ้าด้วยผ้าที่มี อากาศระบายเพื่อให้กลิ่นเหม็นสาบออกมา และสะดวกในการนำไปใช้
การนำไปใช้
-นำไปวางหรือแขวนไว้ในบริเวณที่มีจิ้งจกและตุ๊กแกอาศัยอยู่ จิ้งจกและตุ๊กแกก็จะไม่มาอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นอีก
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.เชียงราย (ids : 25661 )
อ่านต่อ......
วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ใบชากำจัดกลิ่นในไมโครเวฟ


วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552
มะละกอสำหรับตำส้มตำ ทำอย่างไรให้กรอบอร่อยไม่นิ่มเละ
เทคนิคง่ายๆกับการทำให้เส้นมะละกอกรอบไม่และเวลานำมาทำส้มตำ

แปลกจริงหนอ!!!!!!!!......เวลาลุกขึ้นมาตำส้มตำทานเอง เจ้ามะละกอที่เราสับเองกับมือมันกับเส้นนิ่มเละ ตำแล้วทานไม่อร่อยเหมือนกับที่ซื้อจากเจ้าประจำหน้าปากซอยมาทานเอาเสียเลย จะว่าสับเส้นเล็กก็ไม่ใช่ จะว่าตำนานไปก็ไม่เชิงเทคนิคง่ายมาก คว้ามะนาวขึ้นมาเลย หนึ่งลูก หรือจะใช้เปลือกมะนาวที่บีบเอาน้ำเตรียมสำหรับปรุงรสส้มตำออกแล้วก็ได้
เอามะละกอที่สับเสร็จเรียบร้อยแล้วใส่ลงในอ่าง ใส่น้ำเปล่าลงพอท่วมเส้นมะละกอ ตามด้วยเปลือกมะนาว ถ้ากลัวเปลือกไม่พอ บีบน้ำมะนาวตามลงไปอีกหน่อย คลุกเบาๆ ย้ำ..เบาๆ แช่ทิ้งไว้สักครู่ ก่อนจะนำเส้นมะละกอขึ้นมาสะเด็ดน้ำนำไปตำส้มตำตามปรกติ แปลกมาก เส้นกรอบอร่อยจนแทบไม่น่าเชื่อ ลองดูสิได้ผลแน่นอน
ที่มา
http://www.thaifooddb.com/tips/tips041.html อ่านต่อ......
วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เคล็ดลับในครัวเรือนที่ควรรู้

แม้ ว่าสาวๆในยุคปัจจุบัน จะไม่ต้องเข้าครัวทำกับข้าวกับปลาเหมือนแม่บ้านใน สมัยก่อน เพราะสามารถหาซื้ออาหารที่ปรุงสำเร็จได้จากร้านค้า หรืออาจจะผูก ปิ่นโตกับเจ้าประจำได้ก็ตาม แต่ก็คงมีบางครั้งบางคราที่สาวสมัยใหม่อาจจะ นึกสนุกอยากเข้าครัวทำอาหารมารับประทานกันเอง หรือทำให้คนใกล้ชิดได้ลองลิ้ม ชิมรส “เสน่ห์ปลายจวัก” ของตนดูบ้าง ครั้นแล้วก็เจอะเจอปัญหาเกี่ยวกับการ ทำอาหารบางชนิด หรือเครื่องใช้ไม้สอยในครัวเรือนบางอย่างที่แก้ไม่ตก ดัง นั้น กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวง วัฒนธรรม จึงขอนำเคล็ดลับบางประการจากหนังสือ “จิปาถะ สารพันกลเม็ดเด็ด พราย” ที่เป็นประโยชน์ทั้งเรื่องในครัว และอาหารการกินมาเสนอให้ลองไปใช้ ดู ดังนี้
เริ่มจากของคู่ครัวคือ กระทะ ทำอย่างไร มิให้ทำอาหารอะไรก็ติดกระทะ อาจจะเพราะนานๆที สาวเจ้าจะได้หยิบกระทะมาทำอาหารสักที ดังนั้น พอนึกจะใช้กระทะทอดหรือผัดอะไรที อาหารนั้นๆก็มักจะติดกระทะอยู่ร่ำไป วิธีแก้เขาบอกว่า ให้นำกระทะใบดังกล่าวไปตั้งไฟให้ร้อน แล้วโรยเกลือป่นลงไปพอประมาณ ทิ้งไว้สัก ๕ นาที จากนั้นเอาตะหลิวคลุกเขี่ยเกลือไปให้ทั่วกระทะ แล้วก็ทำความสะอาดกระทะเสีย คราวนี้แหละทำอาหารอะไร ก็ไม่มีติดกระทะแล้ว
-วิธีกำจัดกลิ่นคาวในกระทะ เมื่อทอดปลาเสร็จแล้ว หลายคนมักพบปัญหากลิ่นคาวติดกระทะ เราก็สามารถแก้ไขได้โดย บีบมะนาวลงไปชโลมไล้กับน้ำมันที่ทอดปลาในกระทะนั่นแหละ แล้วเช็ดคราบน้ำมันออกมา แค่นี้ก็หายคาวแล้ว หรือจะใช้น้ำชาชงแก่จัดๆล้างแทนน้ำเปล่าก็ได้ และหากจะทำความสะอาดก้นกระทะที่มีเศษอาหารไหม้ติดอยู่ ก็ทำได้โดยการโรยเบ็คกิ้งโซดาลงไปให้ทั่วบริเวณที่มีเศษอาหารไหม้ จากนั้นให้ใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำร้อนในสัดส่วนเท่าๆกันเทลงในกระทะ ก็จะช่วยให้เศษไหม้เกรียมนั้นหลุดออกได้ง่ายขึ้น หรือจะใช้เบกิ้งโซดาผสมน้ำ ใส่แช่กระทะทิ้งไว้ค้างคืนแล้วล้างออกก็ได้ แต่หากชอบรุนแรง เขาบอกว่าสามารถเทน้ำเย็นใส่กระทะในขณะที่กระทะกำลังร้อนอยู่ ก็จะทำให้เศษอาหารไหม้หลุดออกมาได้เช่นกัน แต่วิธีหลังนี้ต้องระวังว่าน้ำร้อนกระเด็นเข้าตาจนเป็นอันตรายได้ ในกรณีกระทะเป็นสนิม เขาให้ใช้หนังหมูติดมันกับต้นกุ่ยช่าย ๑ กำมือแก้ โดยนำกระทะขึ้นตั้งไฟให้ร้อนจัด แล้วเอาหนังหมูติดมันมาทาถูให้ทั่วกระทะ แล้วเอาต้นกุ่ยช่ายม้วนเป็นก้อน ถูไปถูกมาให้ทั่วกระทะอีกที ถูจนต้นกุ่ยช่ายมีสีเหลือง ก็นำกระทะไปล้างให้สะอาด แค่นี้สนิมก็จะถูกกำจัดออกไปแล้ว กรณีเพิ่งซื้อกระทะมาใหม่ๆ ก่อนใช้เขาให้เราเทน้ำส้มสายชูลงไปในกระทะ ตั้งไฟให้เดือดสัก ๕ นาที (อย่าลืมปิดจมูกด้วยเพราะกลิ่นน้ำส้มสายชูจะฉุนมาก) แล้วล้างออกให้สะอาด วิธีนี้จะช่วยเวลาทำอาหารๆจะไม่ติดกระทะด้วย หรือจะใช้น้ำข้าวเทลงกระทะ พร้อมตั้งไฟกลางๆเคี่ยวจนแห้ง แล้วล้างให้สะอาดก็ได้เช่นกัน
-กรณีมีดที่ใช้เป็นสนิม เขาให้ใช้เปลือกมะนาวสดที่เราบีบน้ำออกแล้ว ไปถูที่มีด หรือจะผ่าหอมหัวแดงออก แล้วไปทาที่มีดบริเวณที่เป็นสนิมเบาๆ หรือทาให้ทั่วมีดก็ได้ สนิมก็จะหลุดออกมาโดยง่าย
-กาต้มน้ำมีตะกรัน หากมีไม่มาก ให้ลองเอาเปลือกหอยใส่ลงในกาต้มน้ำ จากนั้นตั้งไฟให้เดือด ๕ นาที แล้วปล่อยให้เย็น ตะกรันก็จะย้ายมาจับที่เปลือกหอยแทน แต่ถ้ามีตะกรันมาก ให้ใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำในปริมาณเท่าๆกัน เทใส่กาต้มน้ำตั้งไฟให้เดือด แล้วทิ้งค้างไว้ ๑ คืน ตอนเช้าค่อยมาล้างให้สะอาด แค่นี้ตะกรันก็จะหลุดออกมาโดยง่าย
-การกำจัดกลิ่นในเตาไมโครเวฟ ให้นำใบชาใส่น้ำพอท่วม ใส่เข้าไปในตู้ไมโครเวฟแล้วเปิดเครื่องให้น้ำร้อนสัก ๓ นาที จากนั้นปล่อยใบชาทิ้งไว้ในตู้ทิ้งข้ามคืน ถึงรุ่งเช้ากลิ่นก็จะหายไป แต่หากกลิ่นสะสมมานาน อาจจะต้องทำหลายรอบ ทางที่ดีควรหมั่นทำความสะอาดและดูดกลิ่นเป็นประจำจะดีที่สุด หรือหากจะใช้อีกวิธีก็ได้คือ ใส่น้ำในชามที่ใช้กับไมโครเวฟได้ ๑ แก้ว แล้วใส่ดอกไม้หรือเครื่องเทศที่มีกลิ่นหอมลงไป จากนั้นนำไปใส่ในเตาเปิดเครื่องไว้สัก ๗ นาที แล้วเปิดฝาออก กลิ่นหอมก็จะอบอวลไปทั่วห้อง เป็นการกำจัดกลิ่นที่รวดเร็วขึ้น
-วิธีเก็บข้าวกล้องไม่ให้เป็นมอด เมื่อซื้อมาแล้ว เขาให้เรานำไปเก็บไว้ในตู้เย็นทันที โดยเก็บในช่องธรรมดาสัก ๕ วัน แล้วค่อยนำออกมาไว้ข้างนอก จะช่วยกันมอดได้ หรือใช้เกลือป่นโรยในข้าวกล้องที่ซื้อมา ๑ ช้อนชาต่อข้าว ๑ กิโลกรัมก็ได้
-วิธีต้มกล้วยไม่ให้ดำ เมื่อจะต้มกล้วยน้ำว้า เขาให้เราใส่กิ่งมะขามที่มีใบติดอยู่ลงไปต้มพร้อมกล้วยเลย สัก ๓ กิ่ง แค่นี้ก็สามารถต้มกล้วยให้ขาวได้แล้ว
-ขจัดกลิ่นฉุนขณะผัดอาหาร เวลาที่ปรุงอาหารด้วยหัวหอม กระเทียมหรืออาหารอื่นที่มีกลิ่นฉุนไปทั้งบ้าน หากจะดับกลิ่นเหล่านี้ สามารถทำได้ด้วยการใช้น้ำส้มสายชูรินใส่ถ้วยวางไว้ใกล้ๆ กับเตาที่เราใช้ผัดอาหารนั่นแหละ เขาบอกว่าวิธีนี้จะช่วยดับกลิ่นฉุนของอาหารที่เราทำได้โดยเร็วเลยแหละ แต่ถ้าทำอาหารแล้วกลิ่นคาวไม่ว่าจะเป็นกลิ่นกุ้งหอย ปูปลา ติดมือให้ใช้ใบชาชงกับน้ำร้อน ล้างมือ ยิ่งแก่ยิ่งดับคาวได้ดี (แต่อาจเปลืองใบชาสักหน่อย) และถ้ามีเปลือกมะนาวก็ใส่ลงไปด้วยสัก ๓ ชิ้นก็จะช่วยขจัดกลิ่นคาวได้ดี เวลาใช้ควรใช้ตอนน้ำชากำลังอุ่นๆ จึงจะได้ผลดี
-คั้นกะทิให้ได้ความมัน (กรณีไม่ไปซื้อกะทิสำเร็จรูป) เขาก็มีเคล็ดลับว่าให้โรยเกลือป่น ๑ ช้อนชาลงในมะพร้าวที่จะคั้น คลุกเคล้าให้ทั่ว แล้วค่อยคั้นน้ำ ความเค็มนี่แหละที่จะช่วยรีดความมันให้ออกมาอย่างรวดเร็ว
-วิธีแกะกุ้งขนาดเล็กมากๆ ซึ่งมักจะแกะยาก เพราะติดเปลือก วิธีแกะให้ง่ายเข้าคือ ให้เอากุ้งที่ว่าไปลวกเสียก่อน แล้วค่อยมาแกะ จะทำให้แกะกุ้งตัวเล็กตัวน้อยได้สะดวกขึ้น
-ทอดไข่เจียวให้ฟูและนิ่มกินอร่อย ไม่ใช่เรื่องยาก เวลาเราตีไข่ให้หยอดน้ำมะนาวลงไปในไข่สัก ๕ หยด แล้วตีให้เข้ากัน พอตีไข่เสร็จ เทลงกระทะทอดตามปกติ เพียงแค่นี้ไข่เจียวก็จะฟูและอ่อนนุ่มน่ากิน
-วิธีต้มไข่ต้ม ไม่ให้แตก จนดูไม่น่ากิน เขาให้ใส่เกลือ ๑ ช้อนชาลงในน้ำที่จะต้มไข่ ไข่ก็จะไม่แตกหรือไม่ทะลักเล็ดออกมาอีกต่อไป แต่ไม่ควรต้มเกิน ๑๐ นาที เพราะจะทำให้เนื้อไข่แข็งกระด้าง กินแล้วย่อยยากขึ้น
-ทอดปลาไม่ให้ติดกระทะ ปัญหานี้อย่าว่าแต่แม่บ้านมือใหม่หัดเข้าครัวเลย แม้แต่แม่บ้านมือโปรก็เจอปัญหานี้ประจำ วิธีแก้คือ เมื่อน้ำมันในกระทะร้อนพอที่จะทอดปลาแล้ว อย่าเพิ่งใส่ปลาลงไป แต่ให้ใช้ขิงสดหั่นบางๆสัก ๓ ชิ้น ใส่ลงทอดในกระทะก่อน พอขิงเริ่มเกรียมก็ตักออกไป แล้วจึงใส่ปลาลงไปทอด ปลาก็จะไม่ติดกระทะอีกต่อไป
-ดับกลิ่นหืนในน้ำมันพืช เมื่อเก็บน้ำมันพืชไว้นานๆ บางทีก็มีกลิ่นเหม็นหืน ทำให้อาหารที่นำไปทอดมีรสชาติไม่ดีไปด้วย วิธีแก้ง่ายๆ คือ เมื่อเทน้ำมันลงในกระทะแล้ว ให้ใส่ใบเตยหรือหอมแดงทุบลงไปด้วย จะทำให้กลิ่นเหม็นหืนของน้ำมันพืชหมดไป และทำให้อาหารที่ทอดมีความหอมและรสชาติดีขึ้นด้วย
-วิธีทอดอาหารให้น้ำมันกระเด็นน้อยลง เขาให้โรยเกลือป่นลงไปในกระทะนิดหน่อย แค่นี้น้ำมันในกระทะก็จะกระเด็นออกมาน้อยลง หรือแทบไม่กระเด็นเลย

-วิธีลดความเค็มในแกงจืดหรือแกงกะทิ ซึ่งบางครั้งปรุงแล้วเกิดเค็มเกินเหตุ จะแก้ด้วยการเติมน้ำให้ความเค็มเจือจาง ก็จะทำรสชาติอื่นๆจางไปด้วย อีกทั้งต้องปรุงโน่นเติมนี่ไม่จบง่ายๆ ดังนั้น หากเราใส่น้ำปลาหรือเกลือในแกงหนักมือไปหน่อย จนทำให้น้ำแกงเค็มเกินไป สามารถแก้ได้โดย นำข้าวสารที่ล้างสะอาดห่อด้วยผ้าขาวบางให้เรียบร้อย ใส่ลงไปต้มในน้ำแกงเจ้าปัญหาของเรา ทิ้งไว้สักพัก ความเค็มก็จะถูกดูดออกไป ถ้ารอบเดียวยังเค็มอยู่ ก็อาจทำรอบสอง โดยเปลี่ยนข้าวสารใหม่อีกครั้ง แต่ส่วนใหญ่รอบเดียวก็หายเค็มแล้ว
-วิธีแก้ความเผ็ด หากกิน เผ็ดมากไป จนปากจะพอง ให้ดื่มน้ำหรือน้ำชาอุ่นๆค่อนข้างร้อนหน่อย จะทำให้หายเผ็ดได้เร็วขึ้น หรือจะใช้น้ำปลากลั้วให้ทั่วปากสัก ๒ นาทีก็ได้ อาการจะดีขึ้น
ข้อที่พึงระวัง -ไม่ควรใช้กระดาษฟอยล์กับอาหารที่มีความเป็นกรด เช่น มะนาว มะเขือเทศ หัวหอม เป็นต้น เพราะกรดในอาหารเหล่านี้จะทำปฏิกิริยาเคมีกับกระดาษฟอยล์ มีผลให้รสชาติอาหารเปลี่ยน และยังเป็นอันตรายต่อร่างกายด้วย โดยเฉพาะฟอยล์ที่ใช้แล้วไม่ควรนำมาใช้อีก โดยเฉพาะการห่ออาหารเพื่อแช่ในตู้เย็น เพราะรอยยับย่นในกระดาษที่ใช้แล้ว จะมีรูเล็กรูน้อยเกิดขึ้น และเป็นตัวการทำให้อากาศจากภายนอกสามารถรั่วเข้าไปในอาหารได้
-อาหารบางชนิดไม่เหมาะกับภาชนะที่ทำด้วยเงิน เช่น ไข่ เกลือ น้ำมันมะกอก น้ำสลัด น้ำผลไม้คั้น เป็นต้น เพราะผลไม้ หรือดอกไม้บางชนิดมียางเป็นกรด อาจมีฤทธิ์กัดกร่อนจนผิวภาชนะเงินเป็นรอยได้ เวลาใช้จึงควรมีภาชนะอื่นรองรับอีกทีหนึ่ง
หวังว่าเคล็ดลับในครัวเรือนเหล่านี้ จะช่วยให้สาวสมัยใหม่ได้นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการเป็นแม่ศรีเรือนที่มี ความรู้คู่ความงามอย่างไม่ล้าสมัยในยุคปัจจุบัน
................................
อมรรัตน์ เทพกำปนาท กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
เรียบเรียงจากหนังสือจิปาถะ สารพันกลเม็ดเด็ดพราย ติดต่อทีมงานจัดทำได้ที่ โทร. ๐๘๖ ๗๘๕ ๒๙๘๒
เขียนเมื่อ กันยายน ๒๕๔๙
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม. http://www.culture.go.th/ อ่านต่อ......
วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วิธีเก็บหอมหัวใหญ่ไว้ใช้ได้นาน ๆ
การเก็บหอมหัวใหญ่ให้สดใหม่ใช้ได้นาน

เคยไหมเก็บหอมหัวใหญ่ไว้นานไปหน่อย หอมหัวใหญ่มักจะแตกราก แทงใบออกมาเป็นต้นอยู่บ่อย ๆ (ช่างเป็นพืชที่ปลูกง่าย โตง่ายซะจริงหนอ) วิธีเก็บหอมหัวใหญ่ ไว้ให้ใช้ได้นาน ๆ ให้ใส่หัวหอมใหญ่ในถุงกระดาษสีน้ำตาล พับปิดปากถุง ใส่ไว้ในช่องแช่ผัก หัวหอมใหญ่จะอยู่ได้นานขึ้น
ที่มา
http://www.thaifooddb.com/tips/tips086_keeping_onions.html
อ่านต่อ......
วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วิธีแก้อาการผิดสำแดงด้วยน้ำซาวข้าว
อาการผิดสำแดง เป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ที่มีอาการแพ้ต่างๆ ซึ่ง เกษตรกรและชาวบ้านส่วนใหญ่มักเกิดอาการแบบนี้ขึ้น แต่คุณ สมพงษ์ ธรรมคง ทอง มีวิธีการรักษาอาการผิดสำแดง ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งตนเองเคยใช้ กับตัวเองมาก่อน ซึ่งเป็นวิธีการง่ายๆที่สามารถใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็น อาการผิดสำแดงจากอาหาร เครื่องดื่ม และอาการผิดสำแดงอื่นๆ

วัสดุ-อุปกรณ์
-น้ำซาวข้าว 100 มิลลิลิตร หรือ CC
-เหง้ารางจืด 1 เหง้า
-ฝาหม้อดิน 1 ฝา
วิธีการทำ
-ให้นำน้ำซาวข้าวเข้มข้นที่ได้จากการซาวข้าวใหม่ๆ 100 มิลลิลิตรมาเตรียมไว้
-หลังจากนั้นให้นำเหง้ารางจืด มาทำการฝนกับฝาหม้อดินพอประมาณ
-แล้วจึงนำน้ำซาวข้าวมาผสมกับเหง้ารางจืดที่ฝนแล้ว ทำการคนให้เข้ากันแล้วสามารถนำมาดื่มล้างพิษแก้ผิดสำแดงได้
หมายเหตุ
-การนำรากเง้ารางจืดมาฝนกับฝาหม้อดิน เพราะฝาหม้อดินมีธาตุเย็นช่วยดับพิษได้
สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
คุณ สมพงษ์ ธรรมคงทอง
หมู่ 8 ต.ตะเคียนทอง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี
เบอร์โทรศัพท์ 089-831-2795
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.จันทบุรี อ่านต่อ......
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ทำยังไง? ให้พริกขี้หนูที่ทุบไว้ไม่เปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ

คาดว่าหลายๆท่านคงเคยเจอกับปัญหา เวลาทำกับข้าว
ต้องเตรียมส่วนผสมต่างๆให้ครบก่อนจึงจะเริ่มลงมือปรุง เจ้าพริกขี้หนูเจ้ากรรมทุบหรือหั่นทิ้งไว้ประเดี๋ยวเดียวหันกลับมา ว้า สีดำคล้ำเสียแล้วไม่น่าทานเลย ป้องกันได้ง่ายๆเพียงแค่คุณบีบน้ำมะนาวลงบนพริก ใช้ช้อนคนเล็กน้อยให้พอเนื้อพริกโดนน้ำมะนาวเท่านี้พริกขี้หนูก็จะยังคงสีสด ใสเหมือนเก็บมาจากต้นเลยนะขอรับ
ที่มา
http://www.thaifooddb.com/tips/tips038.html อ่านต่อ......
วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วิธีการหุงข้าวกล้องให้อร่อย
การหุงข้าวกล้องให้อร่อยใช้ข้าว1ส่วนน้ำ3ส่วนแช่นาน30นาทีก่อนหุง หรือก่อนหุงผสมข้าวขาวในอัตรา 1 ต่อ 4 ส่วน จะทำให้ข้าวนิ่มอร่อย ข้าวกล้องเป็นข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุด เนื่องจากเป็นข้าวที่ ผ่านการกระเทาะเปลือกออกเพียงครั้งเดียว ทำให้จมูกข้าวและรำข้าวซึ่งเป็น ส่วนที่อุดมไปด้วยวิตามินยังติดอยู่

ข้าวกล้องนั้นจะมีสีน้ำตาลส่วนความ เข้มอ่อนนั้นจะแตกต่างกันไปตามพันธุ์ข้าว พื้นที่ที่ใช้ในการปลูก และกระบวนการผลิตสาเหตุที่ข้าวกล้องยังได้รับควาามนิยมไม่มากเท่าที่ควรนั้น เนื่องมาจาก เวลาที่ข้าวกล้องสุกแล้วจะมีความแข็งมากกว่าข้าวขาว
เพื่อให้ข้าวกล้องมีความนิ่มมากขึ้นจะต้องตวงข้าวกล้องใส่หม้อ แช่น้ำไว้ประมาณ 30 นาที และอัตราส่วนในการหุงนั้นต้องใช้ข้าว 1 ส่วน ต่อน้ำ 3 ส่วน แช่น้ำทิ้งไว้อีกประมาณ 30 นาที จึงจะนำไปหุงได้ หรืออาจใช้วิธีใส่ข้าวขาวขัดผสมลงไปในอัตราส่วน 1 ต่อ 4ทั้ง 2 วิธีนี้จะทำให้ข้าวกล้องนุ่มน่ากินมากขึ้น อ่านต่อ......

ข้าวกล้องนั้นจะมีสีน้ำตาลส่วนความ เข้มอ่อนนั้นจะแตกต่างกันไปตามพันธุ์ข้าว พื้นที่ที่ใช้ในการปลูก และกระบวนการผลิตสาเหตุที่ข้าวกล้องยังได้รับควาามนิยมไม่มากเท่าที่ควรนั้น เนื่องมาจาก เวลาที่ข้าวกล้องสุกแล้วจะมีความแข็งมากกว่าข้าวขาว
เพื่อให้ข้าวกล้องมีความนิ่มมากขึ้นจะต้องตวงข้าวกล้องใส่หม้อ แช่น้ำไว้ประมาณ 30 นาที และอัตราส่วนในการหุงนั้นต้องใช้ข้าว 1 ส่วน ต่อน้ำ 3 ส่วน แช่น้ำทิ้งไว้อีกประมาณ 30 นาที จึงจะนำไปหุงได้ หรืออาจใช้วิธีใส่ข้าวขาวขัดผสมลงไปในอัตราส่วน 1 ต่อ 4ทั้ง 2 วิธีนี้จะทำให้ข้าวกล้องนุ่มน่ากินมากขึ้น อ่านต่อ......
วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ลวกผักอย่างไรให้เขียวสวยน่ากิน

เคยสงกะสัย กันบ้างหรือเปล่าว่าทำไม...ทำไม เวลาเราเข้าไปสั่งอาหารประเภทน้ำพริกผักจึงเขียวสวยเชียว วันนี้เราลองมาดูกรรมวิธีการลวกกันดูว่าเขาลวกกัน อย่างไรจึง น่ากินกันจัง
ผักลวก รับประทานคู่กับน้ำพริกนานาชนิด อาหารอร่อยคู่สำรับคนไทยอย่างเราๆ แต่หลายๆ ครั้ง เมื่อลวกผักแล้วผักกลับดำคล้ำไม่น่ารับประทานเอาเสียเลย เทคนิคง่ายๆที่ทำให้ลวกผักประเภทผักใบให้เขียวสวยน่ารับประทานก็คือ ขั้นแรก ล้างผักให้สะอาด เลือกเอาส่วนที่เน่าเสียออก แยกผักออกเป็นส่วนก้านและส่วนใบ ขั้นที่สอง ใช้น้ำให้น้อยดูว่าพอดีท่วมผักเมื่อใส่ลงไปในหม้อแล้ว (เพื่อสงวนคุณค่าทางโภชนาการ) ต้มน้ำให้เดือด ใส่เกลือและน้ำมันอย่างละประมาณ 1 ช้อนชา (เกลือทำให้ผักมีรสชาติ น้ำมันทำให้ผักมีสีเขียว) ขั้นที่สาม เร่งไฟแรง ใส่ผักลงไปต้ม โดยใส่ส่วนก้านก่อน แล้วค่อยตามด้วยใบ ถ้าต้องการต้มทั้งต้น ให้จุ่มก้านลงไปก่อนแล้วค่อยๆ วางส่วนใบลงต้มทั้งต้น ขั้นสุดท้าย เมื่อผักสุกใบเปลี่ยนเป็นสีเขียวสม่ำเสมอ ให้ตักผักขึ้นแช่ในน้ำเย็นทันที เพื่อให้ผักคายความร้อน ไม่สุกต่อ ซึ่งจะทำให้ผักเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล หรือเขียวคล้ำ เพียงเท่านี้คุณก็สามารถลวกผักให้สุกเขียวน่ารับประทานได้ไม่ยากเลย อ่านต่อ......
วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552
มาช่วยลด โลกร้อนกัน....เถอะ

วันนี้เรามาช่วย ลดโลกร้อน พร้อมกับประหยัดเงินในกระเป๋า ของเรากัน ดีกว่าด้วยการนำ เจ้าดินสอที่เหลือ สั้นๆๆๆๆๆๆๆๆ มาต่อด้ามให้มันยาวเท่าเดิม ซึ่งอุปกรณ์ก็ไม่มีอะไรมาก มาเตรียมกันเลยดีกว่านะ....ขอรับ
รายการอุปกรณ์
1.ดินสอเก่า แท่งสั้นๆๆ ที่ทำการเหลาให้แหลม แต่จับเขียนไม่ถนัด 1 แท่ง
2.ดินสอใหม่ๆ 1 แท่ง
3.กรรไกร 1 อัน
4.กระดาษบัวร์ชัวร์ แบบอาร์ทมัน หรือไม่มันตามแต่ชอบแต่แข็งหน่อย 1 แผ่น
5.เทปใส
เริ่มกันเลยอันดับแรก เอาดินสอใหม่ๆ มาทาบกับกระดาษบัวร์ชัวร์ เพื่อวัดความยาว ให้ได้เท่าดินสอใหม่ แล้วตัดเลย
เมื่อได้ความยาวแล้ว ก็เอาเจ้าดินสอแท่งเดิม ทำเป็นแบบม้วน การม้วนพยายามม้วนให้แน่นๆ
เมื่อม้วนแล้ว เอาเจ้าดินสอแท่ง สั้นๆของเรามาสวม แล้วปรับให้แน่น แต่อย่าแน่นมาก
เมื่อได้แล้ว คราวนี้ก็ใช้เทปใสพัน เป็นช่วงๆ ก่อน แล้วติดตามยาวอีกที่
คราวนี้ก็จะได้ ดินสอที่มีความยาว สามารถใช้เขียน ถนัดมือแล้ว ยังช่วยโลกร้อน และช่วยประหยัดเงินกระเป๋าสตางค์ได้อีกมาก






อ่านต่อ......
วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ฝนตกรองเท้าเปียกทำไงดี พรุ่งนี้ต้องใสอีก
หน้าฝนแล้วปัญหาส่วนใหญ่คือฝนตกทำให้เสื้อผ้า รองเท้าเปียกชื้น แล้วรองเท้าของเราพรุ่งนี้ต้องใส่ต่อจะทำอย่างไรดี ปัญหาง่ายๆที่บางฅนมีคำตอบ บางฅนไม่มี วิธีง่ายที่สุดคือเมื่อรองเท้าเปียกน้ำ ให้หากระดาษหนังสือพิมพ์เอามายัดในรองเท้าที่เปียก แล้วเอารองท้าไปคว่ำเอาส่วนพื้นขึ้น ("อย่าเอาพื้นลงเป็นเด็ดขาด มันจะละลายแล้วความร้อนจะเข้าไปในรองเท้าไม่ได้ จริงๆนะ จะบอกให้")แล้วเอาไปไว้ในห้องเครื่องรถยนต์ บริเวญใก้ลๆกันกับ หม้อน้ำ แล้วปิดฝากระโปรง รถยนต์(ไม่ต้องปิดแน่นนะ เอาแค่งับไว้เฉยๆ) ประมาณ 15 นาทีมาดูว่าหนังสือพิมพ์ที่ยัดไว้มันเปียกมากไปหรือไม่ ถ้าเปียกให้เปลี่ยนใหม่ คราวนี้ทิ้งเอาไว้เลย ประมาณ ครึ่งชัวโมง มันจะแห้งแต่ถ้าไม่แห้ง แนะนำเอามันไปตากที่บริเวณ เครื่องปรับอากาศตัวนอกอาคาร ที่มันเป่าลมร้อนออกมา มันช่วยได้จริงๆ ไม่เกิน 1 ชั่งโมงแห้งสนิท
ส่วนเสื้อถ้าเปียกแล้วจะต้องใสต่อแนะนำให้เอาไปไว้ บริเวณเครื่องปรับอากาศตัวนอก หาอะไรยึดหน่อยเดียวปลิว ไม่เกิน 1 ชั่วโมงแห้งสนิท เอามารีดได้เลย แต่มีเคล็ดรับนิดนึง คือเวลาตากกรุณาเอาด้านหน้า เข้าหาพัดลมเครื่องปรับอากาศนะ ถ้าเอาด้านหนังแห้งช้าลองดูนะ ชาวGangof4wd ทำให้ลูกประจำ ไว้คราวหน้าจะมา สอนวิธีซักชุดนุ่งน้อย หม่น้อยแบบเร่งด่วน กรณีไปเที่ยวแล้วอยู่ในโรงแรมหรืออยู่บ้านก็ได้ อ่านต่อ......
วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552
วิธีป้องกันและกำจัดมดหรือแมลงต่างๆภายในบ้าน
การ กำจัดมดหรือแมลงต่างๆที่สร้างความรำคาญให้แก่คนภายในบ้าน เป็นปัญหาที่มีผู้สอบถามเข้ามาอยู่บ่อยครั้ง จึงรวบรวมวิธีการป้องกันและกำจัดมดหรือแมลงอย่างง่ายๆ ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์และสิ่งแวดล้อมมาฝากกัน
*วิธีป้องกันและกำจัดมด
# หาเศษผ้าที่ไม่ใช้แล้วมาตัดเป็นชิ้น ๆ ชุบกับน้ำมันเครื่องพอหมาดหรือจาระบีแล้วนำมาพันรอบขาตู้หรือโต๊ะ หรือใช้ปูนขาวใส่ภาชนะรองที่ขาตู้ก็ได้ แต่หากพบมดไต่ขึ้นมาตามรอยแตกร้าวของคอนกรีต ให้ใช้น้ำมันก๊าดเทลงไปในร่อง มดก็จะไม่โผล่หน้าขึ้นมาให้เรารำคาญใจอีกนาน
# ใช้แป้งฝุ่นสำหรับทาป้องกันเห็บหมัดของสุนัขหรือแมวโรยตามพื้นหรือบริเวณที่ มดขึ้น เมื่อมดเดินผ่านก็จะเกิดการระคายเคืองและตายในเวลาอันรวดเร็ว แต่ถ้าไม่อยากฆ่าสัตว์ก็ให้ใช้แป้งฝุ่นธรรมดาแทน หรือฝานมะนาวเป็นแผ่นบาง ๆ มาวางในบริเวณที่มดขึ้นก็ได้
# ในกรณีที่พบรังมด ให้ใช้น้ำที่แช่หน่อไม้สดหรือหน่อไม้ดองเปรี้ยวราดไปที่รัง มดจะอพยพไปอยู่ที่อื่นทันที แต่ถ้าต้องการกำจัดให้สิ้นซากให้ใช้การบูรและยาสูบอย่างละ 1 ส่วน นำไปแช่น้ำตั้งไฟให้เดือด จากนั้นเอาไปราดที่รัง มดก็จะตายและไม่กลับมาทำรังอีก
*วิธีกำจัดแมลงสาบ
# นำขวดแก้วที่มีปากค่อนข้างกว้างใส่น้ำแกงจืดหรือน้ำต้มยำที่เหลือจากการรับ ประทานอาหาร (ใส่ประมาณครึ่งขวด) แล้วนำไปวางไว้บริเวณซอกหรือมุมห้องภายในบ้าน โดยวางให้ชิดติดกับผนังเพื่อล่อให้แมลงสาบที่ไต่ตามฝาผนังลงมากินน้ำแกงใน ขวด ทำให้ไม่สามารถปีนกลับขึ้นมาได้
# ใช้เหยื่อล่อแมลงสาบสำเร็จรูป ซึ่งบรรจุอยู่ในตลับที่มีช่องว่างเพื่อให้แมลงสาบมุดหัวเข้าไปกินเหยื่อ แล้วออกมาตายภายนอก (ไม่ตายค้างอยู่ด้านในตลับ) โดยนำไปวางไว้ในบริเวณที่มีแมลงสาบชอบเดินผ่าน อาทิ ตามซอกมุมอับต่างๆ หรือวางไว้ใกล้ท่อระบายน้ำทิ้ง เพื่อดักแมลงสาบที่ออกมาหากินยามค่ำคืน
# ใช้บ้านแมลงสาบ ซึ่งเป็นกาวดักแมลงสาบที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์เลี้ยง มีประสิทธิภาพในการดักจับแมลงสาบได้ดี ใช้ง่ายเพียงแค่แกะกล่องกระดาษแล้วนำแผ่นเหยื่อไปวางไว้ตรงกลางแผ่นกาวและ พับเป็นรูปบ้าน นำไปวางไว้ตามห้องหรือซอกมุมที่มีแมลงสาบรบกวน เมื่อมีแมลงสาบมาติดจนเต็ม ให้พับบ้านแมลงสาบเข้าทุกด้าน แล้วนำไปทิ้งลงถังขยะ บ้านแมลงสาบมีอายุการใช้งานนานประมาณ 3-4 สัปดาห์
*วิธีกำจัดแมลงวัน
# ใช้น้ำเชื่อมหรือน้ำหวานเข้มข้น 3 ส่วน ผสมกับพริกไทยป่น 1 ส่วน นำไปตั้งไว้ในบริเวณที่มีแมลงวันชุกชุม หากแมลงวันแวะเข้ามากินน้ำเชื่อมแล้ว ก็จะตายแบบหวานเย็นในเวลาไม่นานนัก
# นอกจากกาวดักแมลงวันที่คุ้นเคยกันดีแล้ว ขอแนะนำโคมดักแมลงวันเพื่อใช้ดักจับแมลงวันและแมลงต่างๆที่สร้างความรำคาญ และเป็นพาหะนำโรคมาสู่มนุษย์และสัตว์เลี้ยง โดยอาศัยเหยื่อล่อหรือเศษอาหาร อาทิ ผลไม้สุกและอาหารทะเลที่มีกลิ่นค่อนข้างแร ง เพื่อดึงดูดแมลงเข้าไปติดกับ และไม่สามารถบินหนีออกมาได้ อ่านต่อ......
*วิธีป้องกันและกำจัดมด
# หาเศษผ้าที่ไม่ใช้แล้วมาตัดเป็นชิ้น ๆ ชุบกับน้ำมันเครื่องพอหมาดหรือจาระบีแล้วนำมาพันรอบขาตู้หรือโต๊ะ หรือใช้ปูนขาวใส่ภาชนะรองที่ขาตู้ก็ได้ แต่หากพบมดไต่ขึ้นมาตามรอยแตกร้าวของคอนกรีต ให้ใช้น้ำมันก๊าดเทลงไปในร่อง มดก็จะไม่โผล่หน้าขึ้นมาให้เรารำคาญใจอีกนาน
# ใช้แป้งฝุ่นสำหรับทาป้องกันเห็บหมัดของสุนัขหรือแมวโรยตามพื้นหรือบริเวณที่ มดขึ้น เมื่อมดเดินผ่านก็จะเกิดการระคายเคืองและตายในเวลาอันรวดเร็ว แต่ถ้าไม่อยากฆ่าสัตว์ก็ให้ใช้แป้งฝุ่นธรรมดาแทน หรือฝานมะนาวเป็นแผ่นบาง ๆ มาวางในบริเวณที่มดขึ้นก็ได้
# ในกรณีที่พบรังมด ให้ใช้น้ำที่แช่หน่อไม้สดหรือหน่อไม้ดองเปรี้ยวราดไปที่รัง มดจะอพยพไปอยู่ที่อื่นทันที แต่ถ้าต้องการกำจัดให้สิ้นซากให้ใช้การบูรและยาสูบอย่างละ 1 ส่วน นำไปแช่น้ำตั้งไฟให้เดือด จากนั้นเอาไปราดที่รัง มดก็จะตายและไม่กลับมาทำรังอีก
*วิธีกำจัดแมลงสาบ
# นำขวดแก้วที่มีปากค่อนข้างกว้างใส่น้ำแกงจืดหรือน้ำต้มยำที่เหลือจากการรับ ประทานอาหาร (ใส่ประมาณครึ่งขวด) แล้วนำไปวางไว้บริเวณซอกหรือมุมห้องภายในบ้าน โดยวางให้ชิดติดกับผนังเพื่อล่อให้แมลงสาบที่ไต่ตามฝาผนังลงมากินน้ำแกงใน ขวด ทำให้ไม่สามารถปีนกลับขึ้นมาได้
# ใช้เหยื่อล่อแมลงสาบสำเร็จรูป ซึ่งบรรจุอยู่ในตลับที่มีช่องว่างเพื่อให้แมลงสาบมุดหัวเข้าไปกินเหยื่อ แล้วออกมาตายภายนอก (ไม่ตายค้างอยู่ด้านในตลับ) โดยนำไปวางไว้ในบริเวณที่มีแมลงสาบชอบเดินผ่าน อาทิ ตามซอกมุมอับต่างๆ หรือวางไว้ใกล้ท่อระบายน้ำทิ้ง เพื่อดักแมลงสาบที่ออกมาหากินยามค่ำคืน
# ใช้บ้านแมลงสาบ ซึ่งเป็นกาวดักแมลงสาบที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์เลี้ยง มีประสิทธิภาพในการดักจับแมลงสาบได้ดี ใช้ง่ายเพียงแค่แกะกล่องกระดาษแล้วนำแผ่นเหยื่อไปวางไว้ตรงกลางแผ่นกาวและ พับเป็นรูปบ้าน นำไปวางไว้ตามห้องหรือซอกมุมที่มีแมลงสาบรบกวน เมื่อมีแมลงสาบมาติดจนเต็ม ให้พับบ้านแมลงสาบเข้าทุกด้าน แล้วนำไปทิ้งลงถังขยะ บ้านแมลงสาบมีอายุการใช้งานนานประมาณ 3-4 สัปดาห์
*วิธีกำจัดแมลงวัน
# ใช้น้ำเชื่อมหรือน้ำหวานเข้มข้น 3 ส่วน ผสมกับพริกไทยป่น 1 ส่วน นำไปตั้งไว้ในบริเวณที่มีแมลงวันชุกชุม หากแมลงวันแวะเข้ามากินน้ำเชื่อมแล้ว ก็จะตายแบบหวานเย็นในเวลาไม่นานนัก
# นอกจากกาวดักแมลงวันที่คุ้นเคยกันดีแล้ว ขอแนะนำโคมดักแมลงวันเพื่อใช้ดักจับแมลงวันและแมลงต่างๆที่สร้างความรำคาญ และเป็นพาหะนำโรคมาสู่มนุษย์และสัตว์เลี้ยง โดยอาศัยเหยื่อล่อหรือเศษอาหาร อาทิ ผลไม้สุกและอาหารทะเลที่มีกลิ่นค่อนข้างแร ง เพื่อดึงดูดแมลงเข้าไปติดกับ และไม่สามารถบินหนีออกมาได้ อ่านต่อ......
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
